สวัสดีค่ะ เรื่อยเปื่อย จริงๆ ช่วงนี้
เขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมา หลายคนคงคิดว่า เราเก่งทำอาหาร ฮิ้วววว วว ~~ (แต่เปล่าเลย = =")
55555+ เคยแต่ซื้อสำเร็จรูป แล้วมาปรุงให้เป็นเมนูนั้น เมนูนี้แค่นั้นเอง
อย่าเพิ่งคิดในใจนะ ว่า "แล้วมาเขียนเอนทรี่นี้ทำไม"
ช่วงนี้ ละครเกาหลี อาหารเกาหลี บ้านเรามันก็มีมากมาย
เห็นแล้วก็อดใจไม่ไหว อยากจะกิน แต่ครั้นจะกินทุกวัน กระเป๋าคงแฟ่บ แน่ๆ !!
 
เราเลยอยากเขียนเอนทรี่แนะนำอาหาร ที่มี "กิมจิ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอาหารเกาหลี
เผื่อว่าจะได้ทำกินเองได้ ไม่ต้องไปง้อร้านอาหารให้สิ้นเปลืองเงินทอง มากเกินไป ฮี่ๆๆ ^o^
 
แต่เราเองก็ไม่เก่งทำอาหารเอาซะเลยล่ะ
อย่างเพิ่งคิดว่า เราจะพึ่งพาได้นะ >,<" แค่อยากแบ่งปันอะไรดีๆ น่าทานๆ เท่านั้นเอง
ไปเลยๆๆ ^^
 
 
ก่อนอื่นเราก็มาทำความรู้จัก เจ้ากิมจินี่ซะหน่อย
เห็นหลายคนถกเถียงกันว่า มันเป็นอาหารของเกาหลีเค้า
หรือเป็นอาหารของคุณพี่ญี่ปุ่นกันแน่ !!
 
นั่นน่ะสิ เราก็สงสัย มันเป็นมาอย่างไร ต้องไปอ่านใน กิมจิเกาหลีกับกิมจิญี่ปุ่น 
บล็อคของคุณ @natchannarak นะคะ << ขอบคุณข้อมูลด้วยค่ะ ^^
 
มาต่อกันเลยค่ะ เจ้ากิมจิ อันโด่งดัง
มีชื่อที่เขียนแบบภาษาเกาหลี แบบนี้ >> 김치
 
(อ่าๆๆ ~ มีเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์กิมจิด้วยล่ะ >> http://www.kimchimuseum.co.kr/
เราผู้ไม่มีความรู้ด้านภาษาเกาหลี >,<" แต่เอามาฝากกัน เผื่อใครอยากเข้าไปกดดู คิคิ)
 
คำว่า "กิมจิ" จริงๆ แล้วในภาษาเกาหลีไม่มีคำนี้ค่ะ
 Gimchi หรือ Kimchi มีข้อสันนิษฐานกันว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า "ชิมเช"
(ภาษาเกาหลี: 침채, ตัวฮันจา: 沈菜, chimchae หรือ chimchae)
ที่แปลว่า ผักดองเค็ม ค่ะ
 
กิมจิ เป็นอาหารเกาหลีประเภทผักดอง ที่อาศัยภูมิปัญญาก้นครัวของชาวเกาหลี
 ด้วยการหมักพริกสีแดง และผักต่างๆ โดยทั่วไป จะเป็นผักกาดขาว
 
 ชาวเกาหลีนิยมรับประทานกิมจิเกือบทุกมื้อ
และยังนำไปปรุงเป็นส่วนประกอบอาหารอีกหลายอย่าง
เช่น ข้าวต้ม ข้าวสวย ซุป ข้าวผัด สตู บะหมี่ จนถึงพิซซา และเบอร์เกอร์
 
 
ปัจจุบันกิมจิมีมากกว่า 187 ชนิด
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีรสเผ็ด เปรี้ยว และมีกลิ่นฉุน
แม้ในปัจจุบัน จะมีบริษัทอาหารผลิตกิมจิสำเร็จรูป หรือแบบสด ขายตามห้างสรรพสินค้าก็ตาม
แต่ชาวเกาหลีก็ยังนิยมทำกิมจิกินเองที่บ้าน
 
 
ฤดูกิมจิ
 
ฤดูใบไม้ผลิ นิยมรับประทานกิมจิน้ำ และกิมจิผักกาดขาว
ฤดูร้อน นิยมรับประทานกิมจิแตงกวาสอดไส้ และกิมจิยอดหัวไช้เท้าอ่อน
ฤดูใบไม้ร่วง จะนิยมรับประทานกิมจิหัวกะหล่ำ กิมจิหัวไช้ท้าว และ กิมจิอัลตาริ
ฤดูหนาว จะนิยมรับประทานหลากหลายชนิด ซึ่งจะเก็บกักตุนไว้เรียกว่า กิมจัง
 
การเลือกซื้อกิมจิ (สำหรับเป็นของฝาก)
 
หากต้องการแบบสด และธรรมชาติ ควรซื้อในวันที่เดินทางกลับบ้าน
เพื่อการเก็บรักษาที่นานขึ้น เนื่องจาก กิมจิจะเก็บไว้ในตู้เย็นไม่เกิน 2 เดือน
หากเก็บในช่องน้ำแข็งของตู้เย็น จะมีอายุนานขึ้น ที่สำคัญควรชิมรสชาติว่าถูกใจหรือไม่
 
 
กิมจิในสมัยอาณาจักรโคเรียว
 
กิมจิในสมัยอาณาจักรโคเรียวนั้นมีเพียง 2 ชนิด
 มีการค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับ "กิมจิ"
จากตำรายารักษาโรค ทางภาคตะวันออกของประเทศ
ที่เรียกว่า "ฮันยักกูกึบบัง" (Hanyakgugeupbang)
ในตำรากล่าวถึงกิมจิ แค่ 2 ชนิด
ชนิดแรก คือ หัวผักกาดฝานเป็นแผ่น ดองด้วยซอสถั่วเหลือง
เรียกว่า "กิมจิ-จางอาจิ" (Kimchi-jangajji)
ชนิดที่สอง ใช้หัวไชโป๊ เรียกว่า "ซุมมู โซกึมชอลรี" (Summu Sogeumjeori)
เป็นที่เชื่อกันว่า ได้มีการปรับปรุงรสชาติของกิมจิให้จัดจ้านขึ้น
อีกทั้งยังเริ่มได้รับความนิยม ว่าเป็นอาหารแปรรูป
จึงเริ่มมีการทำกิมจิตลอดทั้งปี โดยไม่กำจัดเฉพาะช่วงฤดูหนาวเหมือนก่อน
 
 
กิมจิสมัยโชชอน
 
สมัยก่อนกิมจิยังไม่เป็นสีแดงเหมือนในปัจจุบันค่ะ
 เล่ากันว่า "กิมจิ" ที่มีในสมัยโชซอน
ชาวบ้านจะใช้ผักใบเขียว มาดองกับเกลือ หรือเกลือกับเหล้าเท่านั้น
ซึ่งเรียกแบบนั้นว่า รสดั้งเดิม
 ในเวลาต่อมาช่วงต้นศตวรรษที่ 17 (หลังจากที่ถูกญี่ปุ่นรุกรานในปี พ.ศ. 2135)
จึงเริ่มมีการนำเข้าผักจากต่างประเทศ
สำหรับพริกแดงจากญี่ปุ่นนั้น นำเข้ามาโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกส
 พริก จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งในกิมจิ หลังจากผ่านไปแล้ว 200 ปี
ดั้งนั้น ราวปลายสมัยราชวงศ์โชซอนสีของกิมจิ จึงกลายเป็นสีแดง
 
ภายในราชสำนักโชซอน มีการทำกิมจิ เพื่อใช้ถวายต่อกษัตริย์
ซึ่งมีอยู่ด้วยกันสามชนิด ได้แก่ "ชอทกุกจิ" (Jeotgukji)
เป็นกิมจิที่ทำจากกะหล่ำปลี ผสมกับปลาหมักจำนวนมาก (ปลาหมักจะใช้เฉพาะคนชั้นสูงในสมัยนั้น)
"คักดูกิ" (kkakdugi) เป็นกิมจิทำจากหัวผักกาด ส่วนชนิดสุดท้าย คือ
"โชซอน มูซางซานชิก โยรีเจบ็อบ" (Joseon massangsansik yorijebeop)
 เป็นกิมจิน้ำตำราอาหารของราชสำนักโชซอน
มีเรื่องเล่าว่า.. กษัตริย์โกชอง (Gojong) กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของโชซอน
ทรงโปรดก๋วยเตี๋ยวเย็นผสมในกิมจิน้ำ พร้อมด้วยน้ำซุปเนื้อในมื้อค่ำของช่วงฤดูหนาว
จึงได้มีการนำลูกแพร์มาเป็นส่วนผสมในกิมจิน้ำตำหรับพิเศษ
เพื่อใช้สำหรับทำก๋วยเตี๋ยวเย็นถวายพระองค์โดยเฉพาะ
 
 
กิมจิในปัจจุบัน
 
"กิมจิ" เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวเกาหลี
ดังนั้นเวลามีการเดินทางในต่างแดน ก็ไม่ลืมที่จะพกกิมจิติดตัวไปด้วย
 "กิมจิ" จึงได้เริ่มแพร่หลายในวงกว้าง โดยช่วงแรกเริ่มเข้าไปในประเทศใกล้เคียงก่อน
คือ ประเทศจีน รัสเซีย รัฐฮาวาย และญี่ปุ่น
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น ถือได้ว่าเป็นชาติแรกที่นำกิมจิเป็นเครื่องเคียงในอาหารของชาติตนเอง
โดยเรียกกิมจิของตนเองว่า คิมุชิ (Kimuchi)
เพื่อให้เข้ากับการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่น
และกิมจิชนิดนี้ มีการเปลี่ยนแปลงรสชาติให้เข้ากับอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น
ต่อมากิมจิจึงเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ชาวต่างชาติในหลายประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และไทย
 
 
"กิมจิ" มีสัญลักษณ์ด้วยแหละ
 
ตัวสัญลักษณ์ "กิมจิ" สร้างขึ้นโดย..
องค์กรการค้าเกษตรกรรมและการประมงเกาหลี (Korea Agro-Fisheries Trade Corporation)
เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2543 เพื่อส่งเสริมกิมจิแท้ จากประเทศเกาหลี
และสร้างความแตกต่างระหว่างกิมจิเกาหลี และกิมจิญี่ปุ่น (Kimuchi) ให้ชัดเจนขึ้น
ตัวสัญลักษณ์กิมจินี้ พบได้เฉพาะกิมจิแท้ของประเทศเกาหลี
ซึ่งต้องทำ และผลิตจากวัตถุดิบในประเทศเกาหลีเท่านั้น
โดยตัวสัญลักษณ์นี้ เป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศเกาหลี
และอีกหลายเมืองหลายประเทศทั่วโลก
ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน ฝรั่งเศส สเปน สหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา
สิงคโปร์ เยอรมัน แคนาดา นิวซีแลนด์ ฮอลแลนด์ เปรู และประเทศไทย
 
 
 
กิมจิก็ดีต่อสุขภาพนะ
 
"กิมจิ" ถูกจัดเป็น 1 ใน 5 อาหารสุขภาพ โดยเฮลท์แม็กกาซีน (Health Magazine)
โดยให้เหตุผลว่า กิมจิ อุดมด้วยวิตามิน ช่วยในการย่อยอาหาร และอาจจะช่วยรักษาโรคมะเร็ง
 สรรพคุณในกิมจิ ได้มาจากหลายปัจจัย
เพราะว่ากิมจิทำมาจากผักกาดขาว หัวหอม และกระเทียม
ผักทั้งสามอย่างนี้ ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ