ลาย-สือ-ไทย

posted on 14 May 2012 00:11 by numkhingzz directory Knowledge
ลายสือไทย หรือ ภาษาไทย
ใครๆ ที่เป็นคนไทยก็คงรู้กันดีค่ะว่า พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น !!
แต่มีกี่คนที่รู้ว่า กว่าจะมาเป็นภาษาไทยนั้นเริ่มมาอย่างไร ??
 
 
 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์ลายสือไทย หรือตัวหนังสือไทยขึ้น
เมื่อมหาศักราช 1205 (พุทธศักราช 1826)
 
โดยทรงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัด และอักษรไทยเดิม ซึ่งดัดแปลงมาจากอักษรมอญ
แล้วคิดอักษรไทยขึ้นใหม่ ให้มีสระ และวรรณยุกต์ ให้พอใช้ได้กับภาษาไทย
และทรงเรียกอักษรดังกล่าวว่า.. "ลายสือไทย"
 
 
เริ่มต้นเมื่อ.... >>
 
ราว พ.ศ. 400 ไทยได้อพยพจากถิ่นเดิมมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ใกล้อาณาเขตมอญ 
ซึ่งกำลังเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น
 
เริ่มแรกคงเริ่มเลียนแบบตัวอักษรมาจากมอญ
ต่อมาราว พ.ศ. 1500 เมื่อขอมขยายอำนาจเข้ามาในดินแดนของคนไทย
ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำยม และได้ปกครองเมืองเชลียงและเมืองสุโขทัย 
ไทยก็เริ่มดัดแปลงอักษรที่มีอยู่เดิม ให้คล้ายกับอักษรขอมหวัด
 
อักษรมอญ และอักษรขอม ที่เรานำมาดัดแปลงใช้นั้น ล้วนแปลงรูปมาจากอักษรในกลุ่มอักษรพราหมี 
ของพวกพราหมณ์ ซึ่งรับแบบมาจาก "อักษรฟินิเชีย" อีกชั้นหนึ่ง
อักษรเฟนีเซียนับได้ว่าเป็นอักษรที่เก่าแก่ที่สุด !!
และเป็นแม่แบบตัวอักษรของชาติต่างๆ ทั้งในเอเชีย และยุโรป o_O !!
 
ในราว พ.ศ. 1826 
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยที่เรียกกันว่า "ลายสือไทย" ขึ้น
ซึ่งได้เค้ารูปจาก อักษรอินเดียฝ่ายใต้ รวมทั้งอักษรมอญ และเขมรที่มีอยู่เดิม
(ซึ่งต่างก็ถ่ายแบบมาจากอักษรอินเดียฝ่ายใต้ทั้งสิ้น)
ทำให้อักษรไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับอักษรทั้งสาม
แม้บางตัวจะไม่คล้ายกัน แต่ก็สามารถรู้ได้ว่าดัดแปลงมาจากอักษรตัวไหน
 
 
อักษรไทยมีการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ ...
ในสมัยพญาฦๅไทราว พ.ศ. 1900
มีการแก้ไขตัวอักษรให้ผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย
โดยเฉพาะการเพิ่มเชิงที่ตัว "ญ" ซึ่งใช้ติดต่อเรื่อยมาจนทุกวันนี้
คาดว่าน่าจะเอาอย่างมาจากเขมร
 
ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราว พ.ศ. 2223
ตัวอักษรเริ่มมีทรวดทรงดีขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งเค้าเดิม
มีบางตัวเท่านั้นที่แก้ไขผิดไปจากเดิม คือตัว "ฎ" และ "ธ" ซึ่งเหมือนกับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
 
นักวิชาการจำนวนหนึ่งเชื่อว่า..
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตัวอักษร และการใช้งานมีความคล้ายคลึงกับในปัจจุบันมากที่สุด !!
 
 
คำว่า "ไทย" หมายความว่า อิสรภาพ เสรีภาพ
หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ ใหญ่ ยิ่งใหญ่
เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก
 
แม้คำนี้จะมีรูปเหมือนคำยืมจากภาษาบาลีสันสกฤต
แต่แท้ที่จริงแล้ว คำนี้เป็นคำไทยแท้ที่เกิดจากกระบวนการสร้างคำที่เรียกว่า 'การลากคำเข้าวัด'
ซึ่งเป็นการลากความวิธีหนึ่ง !!
 
ตามหลักคติชนวิทยา คนไทยเป็นชนชาติที่นับถือกันว่า..
ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล
 
เมื่อคนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า "ไท" ซึ่งเป็นคำไทยแท้
จึงเติมตัว "ย" เข้าไปข้างท้าย
เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคำในภาษาบาลีสันสกฤต
เพื่อความเป็นมงคลตามความเชื่อของตน
ภาษาไทยจึงหมายถึง ภาษาของชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเอง
 
 
เคยมีการศึกษาค้นคว้ามาว่า..
ชาติไทยนั้น เคยมีภูมิลำเนาอยู่ในดินแดน ที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนในปัจจุบัน !!
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง
ตามสภาพสังคม และสิ่งแวดล้อม
 
แต่ภาษาพูด คนไทยเราเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่เรายังคงไว้
ไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายง่ายเหมือนเรื่องอื่น
 
แม้ในปัจจุบัน คนที่พูดภาษาต่างๆ ซึ่งพอย้อนไปว่า ต้นตอเป็นภาษาไทย
ซึ่งเคยอาศัยอยู่ทั่วไป ในดินแดนที่กว้างใหญ่ของจีน
ในมณฑลอัสสัมของอินเดีย ในรัฐฉานตอนเหนือของพม่า
ในลาวทั้งหมด และในเวียดนามตอนเหนือ
เรายังพอพูด พอฟังแล้วเข้าใจกันได้ ในเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน
คำหลักๆ การสร้างรูปประโยค และไวยากรณ์ยังคงอยู่
 
..................................
 
 
อ่านมาถึงตรงนี้ จขบ. ต้องขอบอกก่อนค่ะว่า..
จขบ. ได้รวบรวมข้อมูลมาจากหลายเว็บไซต์
ข้อมูลแต่ละแหล่งบอกความเป็นมาของภาษาไทยเราไว้หลากหลาย
ไม่มีปรากฎแน่ชัดเลย ว่าภาษาไทยเราเริ่มจากตรงไหน
มีเพียงการคาดเดา โดยอาศัยหลักฐานที่ค้นพบในสมัยนั้นๆ
จขบ.อ่านเองก็ยัง งงๆ ค่ะ นักวิชาการแต่ละท่านเองก็มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน
รวมทั้งคนในแต่ละภูมิภาคเอง ก็ยังบอกถึงที่มาได้ไม่เหมือนกัน >.<"
 
มีคำอธิบายกล่าวไว้ ขออนุญาติเขียนอธิบายตามความเข้าใจเป็นภาษาง่ายๆ นะคะ
 
v
v
v
 
ผู้เขียนเห็นว่า (ผู้เขียนที่ว่าไม่รู้ว่าเป็นผู้เขียนไหนอะค่ะ คัดลอกมาตามนี้น่ะค่ะ) 
 เมื่อคนไทยไม่ได้เป็นชนชั้นปกครอง
จึงจำเป็นต้องเรียนตัวหนังสือที่ทางราชการบ้านเมืองใช้อยู่
เพื่อจะได้อ่านประกาศของทางราชการให้เข้าใจ
 
ถ้าจะประดิษฐ์ตัวหนังสือขึ้นใช้เอง
แล้วจะไปบังคับใครให้มาเรียนตัวหนังสือดังกล่าว
 
แต่เมื่อใดคนไทยได้เป็นชนชั้นปกครองขึ้น
ก็น่าจะดัดแปลงตัวหนังสือที่ใช้กันอยู่ในถิ่นนั้นมาเป็นตัวหนังสือของไทย
เช่น "จ้วง" คนไทยในเมืองจีนคงดัดแปลงตัวหนังสือจีนมาใช้
ส่วนคนไทยในล้านนา คงจะดัดแปลงตัวหนังสือมอญ ซึ่งนิยมใช้กันในถิ่นนี้มาก่อน
 
ส่วนพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็น่าจะดัดแปลงตัวหนังสือขอม
ซึ่งนิยมใช้กันอยู่แถวลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแต่เดิม
หากมีตัวอักษรไทยเดิมอยู่แล้ว พ่อขุนรามคำแหงมหาราชคงจะทรงใช้ตัวอักษรไทยเดิม
หรือทรงดัดแปลงจากนั้นบ้างเล็กน้อย แทนที่จะดัดแปลงจากอักษรขอมเป็นส่วนใหญ่
 

 
แท้จริงนั้นมีเค้าเงื่อนอยู่ในพงศาวดารเหนือว่า..
พ่อขุนรามฯ ได้ทรงอาศัยนักปราชญ์ราชบัณฑิตย์ที่เชี่ยวชาญตัวหนังสือชาติต่างๆ
ที่อยู่ใกล้เคียงไทย ยกเว้นแต่จีน เพราะจีนใช้หลักการเขียนหนังสือเป็นรูปภาพ
ผิดกับหลักการเขียนเป็นรูปพยัญชนะ และสระแบบของไทย
รูปอักษรของพ่อขุนรามคำแหงคล้ายตัวหนังสือลังกา บังคลาเทศ ขอม และ เทวนาครี ฯลฯ
เป็นต้นว่า ตัว จ ฉ หันหน้าไปคนละทางกับอักษรขอม แต่หันไปทางเดี่ยวกับตัวอังษรลังกาที่มีอยู่ก่อนแล้ว
 
พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้น
โดยมิได้ทรงทราบว่ามีตัวหนังสือไทยเดิมอยู่ก่อน
 
ข้อพิสูจน์ข้อหนึ่งคือ ไทยอาหม และไทยคำที่ (หรือ ไทยขำตี้)
ออกเสียงคำ "อัน" คล้ายกับคำ "อาน" แต่เสียงสระสั้นกว่า
 
และออกเสียงคำ อัก-อาก, อัด-อาด, อับ-อาบ เป็นคู่ๆ เหมือนกับตัวหนังสือของเรา
โดยออกเสียงคำหน้าสั้นกว่าคำหลังในคู่เดียวกัน
 
แล้วออกเสียง "อัว" ว่า "เอา" 
พราะถือหลักการที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า "อัว" คือ "อาว"
 
คำหน้าต้องมีเสียงสระสั้นลง ซึ่งน่าจะออกเสียงเป็น "เอา"
แต่พ่อขุนรามคำแหงทรงใช้ อวว (คือ อัว) เป็นสระ "อัว" แทนที่จะเป็น สระ "เอา"
 
หากคนไทยเคยอ่าน "อัว" เป็น "เอา"
ซึ่งถูกตามหลักภาษาศาสตร์มาแต่เดิมแล้ว
คงยากที่จะเปลี่ยนให้อ่านเป็น "อัว" ซึ่งขัดกับความเคยชิน
 

 
ฉะนั้นจึงน่าเชื่อว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ตัวหนังสือไทยขึ้น
โดยมิได้ทรงทราบว่าตัวหนังสือไทยเดิมอยู่ก่อนแลัว
 
ส่วน "ไทยอาหม" คงสร้างตัวหนังสือขึ้น ในระยะเวลาใกล้เคียงกับตัวหนังสือสุโขทัย
 ทั้งนี้เพราะคนไทยเพิ่งจะเริ่มสร้างอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่นกว้างขวางออกไปในระยะนั้น
 
อย่างไรก็ดี นักอ่านศิลาจารึกหลายท่านเชื่อว่า..
รูปตัวอักษรของไทยอาหม ชี้ให้เห็นว่า
"อักษรไทยอาหม" พึ่งเกิดใหม่หลัง อักษรพ่อขุนรามคำแหงเป็นระยะเวลานานทีเดียว !!

 

มาถึงตรงนี้ ในฐานะจขบ. ผู้ไปรวบรวมจากหลายๆ แหล่งที่มาเพื่อแบ่งปันความรู้
ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เลยอ่าาา ขอโทษด้วยนะคะ ถ้าอ่านแล้ว งงๆ >.<"!!
 
..................................
 
 
มาต่อกันค่ะ ความวิเศษของพ่อขุนรามฯ ที่ทรงประดิษฐ์อักษรไทยอยู่ตรงนี้ค่ะ ^.^
v
v
v
 
หนึ่ง คือ ลายสือไทยของพ่อขุนรามฯ มีลักษณะพิเศษกว่าตัวอักษรของชาติอื่น
ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของชาวอินเดียวเช่นกัน กล่าวคือ..
ชาติอื่นขอยืมตัวหนังสือของอินเดียมาใช้ โดยมิได้ประดิษฐ์พยัญชนะ และสระเพิ่มขึ้น
เพื่อให้พอกับเสียงพูดของคนในชาติ
 
ยกตัวอย่าง เช่น เขมรโบราณ เขียน "เบก" อ่านออกเสียงเป็น "เบก" "แบก" หรือ "เบิก" ก็ได้
ส่วนไทยใหญ่เขียน "ปีน" อ่านออกเสียงเป็น "ปีน" "เป็น" หรือ "แปน" ก็ได้
โดยเวลาอ่าน จะต้องดูความหมายของประโยคก่อน จึงจะอ่านออกเสียงให้ถูกต้องได้
 
แต่พ่อขุนรามฯ ทรงประดิษฐ์ตัวพยัญชนะ และสระ อีกทั้งวรรณยุกต์ขึ้น
เป็นต้นว่าได้เพิ่ม ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ อ สระอึ อือ แอ เอือ ฯลฯ ไม้เอก ไม้โท (ในรูปกากะบาท)
จนทำให้สามารถเขียนคำไทยได้ทุกคำ !!
 
 
สอง คือ อักขระวิธีที่ใช้ สามารถเขียน ตาก-ลม แยกออกไปจากตา-กลม
ทำให้อ่านข้อความได้ถูกต้องไม่กำกวม
กล่าวถือ ถ้าเป็นอักษรควบกล้ำให้เขียนติดกัน
ส่วนตัวสะกดให้เขียนแยกห่างออกไป
เช่น ตา-กลม เขียนเป็น ตา กลํ
ส่วน ตาก-ลม เขียนเป็น ตา ก ลํ
 
 
สาม คือ สามารถนำสระมาเรียงอยู่ระดับเดียวกับพยัญชนะ
แบบเดียวกับตัวหนังสือของชาติตะวันตกทั้งหลาย o_O (เพิ่งรู้อ่าา..)
แต่น่าเสียดายที่สระเหล่านั้นถูกดึงกลับไปไว้ข้างบนตัวพยัญชนะบ้าง ข้างล่างบ้างในสมัยต่อมา
= =" (แป่วว*)
 
ทั้งนี้เพราะคนไทยเคยชินกับวิธีเขียนข้างบนข้างล่างตามแบบขอม และอินเดีย
ซึ่งเป็นต้นตำหรับดั้งเดิม *--*" (อ๋ออ..อ)
 
ถ้าในปัจจุบันนี้ยังคงเขียนสระแบบพ่อขุนรามฯ อยู่
เราจะประหยัดเงินค่ากระดาษลงได้หนึ่งในสามทีเดียว !!
 
เพราะทุกวันนี้ เราต้องทิ้งช่องว่างระหว่างบรรทัดไว้
เพื่อเขียนส่วนล่างของ ฏ ฐ สระ อุ อู วรรณยุกต์ และสระอือ
รวมเป็นช่องว่างที่ต้องเตรียมไว้สี่ส่วน เพื่อให้เขียนได้ไม่ซ้อนกัน
 
ยิ่งมาถึงยุคคอมพิวเตอร์ การเก็บข้อมูล และการค้นหาข้อมูล
จะประหยัดทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายได้มหาศาล
แต่ตัวอักษรไทยในปัจจุบันบรรทัดเดียว คอมพิวเตอร์จะต้องกวาดผ่านตลอดบรรทัดไปถึง ๔ ครั้ง
 
กล่าวคือ.. ครั้งแรกกวาดพวกวรรณยุกต์
ครั้งที่สองกวาดพวกสระบน เช่น สระอี อึ
ครั้งที่สามกวาดพวกพยัญชนะ
และครั้งที่สี่กวาดพวกสระล่าง คือ สระ อุ อู
 
จึงทำให้เสียเวลาเป็นสี่เท่าของตัวอักษรของอังกฤษ
ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์จะกวาดเพียงบรรทัดละครั้งเดียว
 
แต่ถ้าใช้อักขระวิธีแบบของพ่อขุนรามฯ
เครื่องคอมพิวเตอร์จะกวาดเพียงบรรทัดละสองครั้ง
ลดเวลาและค่าใช้จ่ายลงได้กว่าครึ่ง
ถ้ายิ่งดัดแปลงให้วรรณยุกต์ไปอยู่บรรทัดเดียวกับพยัญชนะเสีย
ก็จะลดค่าใช้จ่ายลงได้กว่าสี่เท่า !!! OMG
 

 
สี่ คือ พยัญชนะทุกตัวเขียนเรียงอยู่บรรทัดเดียวกัน
ไม่มีตัวพยัญชนะซ้อนกัน เหมือนตัวหนังสือของเขมร มอญ พม่า และไทยใหญ่
 
เซเดย์ได้กล่าวไว้ว่า.. การที่พระองค์ได้ทรงแก้ไขตัวอักษรของชาวสุโขทัย
ให้เรียงเป็นแนวเดียวกันได้นั้นเป็นการสำคัญยิ่ง
ชาวสยามในปัจจุบันนี้ ควรจะต้องรำลึกพระคุณ
และมีความเคารพนับถือ ที่พระองค์ได้ทรงจัดแบบอักษรไทยให้สะดวดขึ้น
 
อนึ่ง ในสยามประเทศทุกวันนี้มีการคิดแบบเครื่องพิมพ์ดีด
และพิมพ์หนังสือได้เจริญรุ่งเรือง เป็นประโยชน์ยิ่งในวิชาความรู้ และทางราชการ
 
นับว่าเพราะพ่อขุนรามคำแหง ที่ได้ทรงพระราชดำริเปลี่ยนรูปอักษรขอม
และเรียงพยัญชนะเป็นแนวเดียวกันให้สะดวกไว้
ส่วนบรรดาประเทศที่ยังใช้วิธีซ้อนตัวพยัญชนะ เช่นประเทศเขมร และประเทศลาว
การพิมพ์หนังสือของประเทศเหล่านั้นเป็นการยาก ไม่สู้จำเริญ
และยังไม้มีผู้ใดในชาตินั้นๆ ได้คิดจะออกแบบพิมพ์ดีดสำหรับตัวอักษรของตนๆ เลย (พ.ศ. ๒๔๖๘)
 
 
ห้า คือ ตัวอักษรทุกตัวสูงเท่ากัน
หางของ ศ และ ส ก็ขีดออกไปข้างๆ แทนที่จะสูงขั้นไปกว่าอักษรตัวอื่นๆ
ส่วนหางของ ป และ ฝ สูงกว่าอักษรตัวอื่นๆ เพียงนิดเดียว
 
สระทุกตัวสูงเท่ากับพยัญชนะรวมทั้งสระ โอ ใอ และ ไอ
ตัวอักษรแบบนี้เมื่อตีพิมพ์หางตัว ป และสระข้างล่าง ข้างบนจะไม่หักหายไปอย่างปัจจุบัน
ไม่ต้องคอยตรวจซ่อมกันอยู่ตลอดเวลา
 
หก คือ พ่อขุนรามฯ ทรงประดิษฐ์รูปแบบตัวอักษรไทยให้เขียนได้ง่าย และรวดเร็ว
พยัญชนะแต่ละตัวต่อเป็นเส้นเดียวตลอด
ในขณะที่ตัวหนังสือขอม ต้องเขียนสอง หรือสามเส้นต่อพยัญชนะตัวหนึ่ง
 

 
เจ็ด ประการสุดท้าย คือ พ่อขุนรามฯ ทรงประดิษฐ์รูปวรรณยุกต์ขึ้น
ทำให้สามารถอ่านความหมายของคำได้ถูกต้อง
โดยไม่ต้องดูข้อความประกอบทั้งประโยค
 
สมมติว่าเราเข้าใจภาษาไทยใหญ่เป็นอย่างดี แล้วจะอ่านภาษาไทยใหญ่
แต่ถ้าเขาเขียน ปีน คำเดียว อาจจะอ่านเป็น
ปีน ปี่น ปี้น ปี๊น ปี๋น เป็น เป่น เป้น เป๊ เป๋น แปน แป่น แป้น แป๊น และ แป๋น
รวมเป็น 15 คำ
 
ถ้าไม่อ่านข้อความประกอบ จะไม่ทราบว่าคำที่ถูกต้องเป็นคำใดกันแน่
แต่ตัวหนังสือของพ่อขุนรามฯ อ่านได้เป็น ปีน เพียงอย่างเดียว
 
..................................
 
 
 
 
 
การเปลี่ยนแปลงอักษรของพ่อขุนรามฯ 

ในรัชกาลพญาฤาไท (พ.ศ. 1900)
การเขียนตัวอักษรมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหลายประการ เช่น
 
-รูปสระ อิ อี อื อยู่ข้างบนพยัญชนะ ส่วนรูปสระ อุ อู อยู่ข้างล่าง 
-รูปสระ ใ ไ โ สูงขึ้นเกินพยัญชนะ
-เริ่มใช้ไม้หันอากาศบ้าง แต่ยังไม่ใช้ทั่วไป
-ตัว ญ เขียนเช่นเดียวกับปัจจุบัน
-เพิ่มตัว ฤา ฦา
 
ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ( พ.ศ. 2199-2231)
ได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะอักษร และอักขระวิธี ดังนี้
 
-ใช้ไม้หันอากาศโดยทั่วไป
- สระเอีย ใช้เช่นเดียวกับปัจจุบัน ทั้งแบบมีตัวสะกด และไม่มีตัวสะกด
 - สระอือ สระออ เมื่อไม่มีตัวสะกดใช้ อ เคียง
- สำหรับวรรณยุกต์นั้น สันนิษฐานว่ามีครบ ๔ รูป เช่นเดียวกับปัจจุบัน 
 
 
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพด้วยค่ะ
 
 
 
คัดลอก, อ้างอิง
ประวัติวรรณคดี 1 (ท 031)  ของ รศ.บรรเทา  กิตติศักดิ์ / อ.กรรณิการ์  กิตติศักดิ์  
:  หน้า16 - 17  :  สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด.
ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ :
เอกสารสัมมนาเตรียมการจัดสัปดาห์ห้องสมุด ปีที่ 28, 2546. 
 

Comment

Comment:

Tweet

sad smile

#11 By (64.233.173.178|49.230.234.250, 64.233.173.178) on 2015-07-31 20:57

ขอบคุณ ครูหนูก็ให้คัดค่ะ double wink double wink surprised smile 

#10 By pitsuphang (110.169.101.84|110.169.101.84) on 2015-02-19 08:41

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!  ค้นหาในกูเกิ้ลมาโผล่ exteen , ข้อมูลเยอะ สุดยอดเลยคะ ขอบคุณค่าบบบ

#9 By VANETTO' on 2014-02-26 18:14

ขอบคุณความรู้ดีๆนะครัาบ

#7 By narong on 2012-05-19 00:06

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By กาละลอง on 2012-05-19 00:05

ได้ความรู้เยอะเลยครับ

#5 By กูลชอล on 2012-05-18 23:59

เนื้อหาดีมากๆครับ

#4 By ธารนที on 2012-05-18 23:58

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีๆค่ะ ^^

#3 By ~~Blue_Girl~~ on 2012-05-17 18:48

Hot! Hot! Hot! รายละเอียดเยอะมาก ชอบๆ
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆนะคะ ^^
เรารักประเทศไทย :')
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#1 By LUKTAN8 on 2012-05-14 15:27